บาดแผลและการปฐมพยาบาลเบื้องต้น
บาดแผล เป็นคำเรียกลักษณะของการฉีกขาดของเนื้อเยื่อและอวัยวะภายในร่างกาย (Disruption of the anatomical continuity of tissue) ซึ่งอาจเกิดจากการได้รับแรงกระแทกจากของแข็ง (Mechanical Forces) หรืออาจเกิดจากของมีคม บาดแผลจึงกลายเป็นสิ่งที่ตามมาของการเกิดอาการบาดเจ็บ (Trauma) การเกิดบาดแผลภายในร่างกาย ถ้าบาดแผลได้รับจากการทำร้ายร่างกายหรือเกิดจากการกระทำของผู้อื่น จนเป็นเหตุให้ถึงกับเสียชีวิต บาดแผลจะกลายเป็นหลักฐานในการชี้ชัดถึงสาเหตุการตาย และเป็นหลักฐานสำคัญในการมัดตัวผู้กระทำความผิดในคดีฆาตกรรม
ในทางอาชญากรรม บาดแผลอาจเป็นเครื่องบ่งชี้เจตนาของผู้กระทำความผิด ถ้าบาดแผลที่ปรากฏตามร่างกายสาหัสและโหดเหี้ยมเพียงใด ก็จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงเจตนาในการกระทำภายในจิตใจของผู้กระทำความผิด เพราะฉะนั้นในการวินิจฉัยบาดแผลที่ปรากฏตามร่างกาย ก็จะเป็นการวินิฉัยจิตใจของผู้กระทำความผิดด้วย ว่ามีเจตนา มุ่งร้ายหรือป้องกันตัวเองจากภัยอันตรายอย่างไร
ชนิดของบาดแผลที่พบ สามารถแบ่งออกได้เป็น 7 ชนิด ดังต่อไปนี้
1) บาดแผลฟกช้ำ ห้อเลือด (CONTUSION หรือ BRUISE)
การเกิดบาดแผลถลอก เกิดจากการที่ของแข็งที่มีผิวหยาบ มากระทบหรือเสียดสีกับผิวหนัง หรืออาจเกิดจากการขีดข่วนของของมีคมหรือของเล่ม เช่นลวดหนาม เส้นลวดหรือเศษไม้เป็นต้น ลักษณะของบาดแผลถลอกที่เกิดจากการขีดข่วนของของแหลมหรือของมีคม จะมีลักษณะเป็นเส้นหรือเป็นแนว ในการชันสูตรพลิกศพ ศพที่มีร่องรอยของบาดแผลถลอกจะมีลักษณะของบาดแผลเป็นสีน้ำตาล บริเวณผิวหนังที่มีบาดแผลถลอกจะแห้งและแข็งกว่าผิวหนังบริเวณอื่น เพราะน้ำที่อยู่ภายในร่างกาย สามารถระเหยออกไปได้มากกว่าที่อื่น
วิธีการปฐมพยาบาล : ให้ประคบด้วยความเย็นทันทีภายใน 24 ชั่วโมงแรกและให้ประคบด้วยความร้อนภายใน 24 ชั่วโมงหลัง
2) บาดแผลถลอก (ABRASION)
บาดแผลถลอก เป็นลักษณะของการเกิดบาดแผลที่บริเวณชั้นผิวหนังชั้นตื้น ซึ่งเป็นบาดแผลที่เกิดจากการฉีกขาดของผิวหนังที่เป็นหนังกำพร้า บาดแผลถลอกจะมีลักษณะเป็นขุยขาว ๆ ที่บริเวณชั้นผิวหนัง ซึ่งอาจจะมีเลือดหรือน้ำเหลืองซึมออกมาจากบาดแผลบ้างเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับแรงที่มากระทำที่บริเวณผิวหนัง ตามปกติบาดแผลถลอกจะหายเองเมื่อระยะเวลาผ่านไปประมาณ 2-3 วัน ถ้าไม่มีการติดเชื้อและการอักเสบของบาดแผล ลักษณะของบาดแผลจะเปลี่ยนจากขุยขาว ๆ เป็นตกสะเก็ดสีน้ำตาล แผลจะแห้งและแข็ง แต่ถ้าภายหลังจาก 24 ชั่วโมงหลังจากเกิดบาดแผลแล้วมีการติดเชื้อและแผลอักเสบ บริเวณบาดแผลจะมีน้ำเหลืองและหนองไหลเยิ้ม
การเกิดบาดแผลถลอก เกิดจากการที่ของแข็งที่มีผิวหยาบ มากระทบหรือเสียดสีกับผิวหนัง หรืออาจเกิดจากการขีดข่วนของของมีคมหรือของเล่ม เช่นลวดหนาม เส้นลวดหรือเศษไม้เป็นต้น ลักษณะของบาดแผลถลอกที่เกิดจากการขีดข่วนของของแหลมหรือของมีคม จะมีลักษณะเป็นเส้นหรือเป็นแนว ในการชันสูตรพลิกศพ ศพที่มีร่องรอยของบาดแผลถลอกจะมีลักษณะของบาดแผลเป็นสีน้ำตาล บริเวณผิวหนังที่มีบาดแผลถลอกจะแห้งและแข็งกว่าผิวหนังบริเวณอื่น เพราะน้ำที่อยู่ภายในร่างกาย สามารถระเหยออกไปได้มากกว่าที่อื่น
การเกิดบาดแผลถลอก เกิดจากการที่ของแข็งที่มีผิวหยาบ มากระทบหรือเสียดสีกับผิวหนัง หรืออาจเกิดจากการขีดข่วนของของมีคมหรือของเล่ม เช่นลวดหนาม เส้นลวดหรือเศษไม้เป็นต้น ลักษณะของบาดแผลถลอกที่เกิดจากการขีดข่วนของของแหลมหรือของมีคม จะมีลักษณะเป็นเส้นหรือเป็นแนว ในการชันสูตรพลิกศพ ศพที่มีร่องรอยของบาดแผลถลอกจะมีลักษณะของบาดแผลเป็นสีน้ำตาล บริเวณผิวหนังที่มีบาดแผลถลอกจะแห้งและแข็งกว่าผิวหนังบริเวณอื่น เพราะน้ำที่อยู่ภายในร่างกาย สามารถระเหยออกไปได้มากกว่าที่อื่น
วิธีการปฐมพยาบาล : เมื่อเกิดบาดแผลถลอกสิ่งที่จะตามมาก็คือ มีเลือดออกซิบๆ ดังนั้นให้รีบทำการล้างแผลทันที เพื่อป้องกันการติดเชื้อและอักเสบของแผล อาจล้างด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือล้างแผล และทาด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ
3) บาดแผลฉีกขาด (LACERATION)
หมายถึง แผลฉีกขาดลึกกว่าชั้นผิวหนังและขอบแผลไม่เรียบ ถ้าขอบแผลกระรุ่งกระริ่งให้เติมคำว่า กระรุ่งกระริ่งลงไปด้วย และอธิบายรูปลักษณะของแผลฉีกขาดต่อท้าย เช่น แผลฉีกขาดขอบไม่เรียบเป็นรูปดาว เป็นต้น ถ้าฉีกขาด จนหนังหายไปหรือเปิดออก (AVULSION) ก็ให้ต่อท้ายลักษณะแผลฉีกขาดนั้นเช่นเดียวกัน
แผลฉีกขาดของเรียบ (CUT WOUND) หมายถึง บาดแผลถูกของมีคม
แผลฉีกขาดของเรียบ (CUT WOUND) หมายถึง บาดแผลถูกของมีคม
วิธีการปฐมพยาบาล ล้างบาดแผลและรอบบาดแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่ทำความสะอาดสิ่งแปลกปลอมที่อยู่ในบาดแผลออกกดบาดแผล ห้ามเลือดด้วยผ้าสะอาด ประมาณ 3-5 นาที ทำความสะอาดบาดแผลด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อและปิดแผลด้วยพลาสเตอร์หรือผ้าปิดแผลส่วนการดูแลแผลถลอก และ บาดแผลฉีกขาดขนาดใหญ่ควรรีบทำการห้ามเลือด และรีบนำส่งโรงพยาบาล
4) บาดแผลถูกแทง
หมายถึง แผลที่มีความลึกมากกว่าความยาวและความกว้าง ขอบแผลเรียบหรือไม่เรียบให้อธิบายต่อท้ายด้วย
วิธีการปฐมพยาบาล ให้ทำการห้ามเลือด และรีบนำส่งโรงพยาบาลถ้ามีวัตถุปักคาอยู่ห้ามดึงออก ให้ใช้ผ้าสะอาด กดรอบแผลและใช้ผ้าพันไว้ ก่อนรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที
5) บาดแผลอวัยวะถูกตัดขาด (Ambutation Wound)
อุบัติเหตุในโรงงานอุตสาหกรรมทำให้เกิดความสูญ – เสีย มากมายทั้งทางร่างกาย จิตใจ และเศรษฐกิจ สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุจากการทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมที่พบบ่อย มีดังนี้
- ความประมาทเลินเล่อของผู้ปฏิบัติงาน
- ความรู้เกี่ยวกับการใช้หรือควบคุมการทำงานของเครื่องจักรไม่เพียงพอ
- ความชำนาญในงานที่ทำมีน้อย
- ขาดการประสานงานที่ดี ทำงานไม่เป็นไปตามขั้นตอนหรือระบบ
การต่ออวัยวะที่ถูกตัดขาดได้ผลดีขี้นอยู่กับ
1. ตำแหน่งถูกตัดขาดเป็นบริเวณที่เส้นเลือดแดงไปเลี้ยงได้ถึง
2. วัตถุที่ตัดอวัยวะไม่ทำให้อวัยวะบริเวณที่ถูกตัด บอบช้ำเสียหาย
3. วิธีการเก็บที่ถูกต้อง
4. ความชำนาญและความสามารถของแพทย์ผู้ผ่าตัดต่ออวัยวะซึ่งควรเป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาจุล – ศัลยกรรม ( Microsurgery ) 1. ตำแหน่งถูกตัดขาดเป็นบริเวณที่เส้นเลือดแดงไปเลี้ยงได้ถึง
2. วัตถุที่ตัดอวัยวะไม่ทำให้อวัยวะบริเวณที่ถูกตัด บอบช้ำเสียหาย
3. วิธีการเก็บที่ถูกต้อง
วิธีการปฐมพยาบาล

- ห้ามเลือดให้กับผู้ป่วยเป็นอันดับแรก
- ห้ามวางอวัยวะที่ขาดบนน้ำแข็งโดยเด็ดขาด
- น้ำที่แช่อวัยวะที่จะต้องมีอุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส โดยใช้น้ำแข็งผสมน้ำและต้องมีก้อนน้ำแข็งลอยอยู่ถ้าไม่มีก้อนน้ำแข็ง แสดงว่าอุณหภูมิน้ำนั้นสูงกว่า 4 องศาเซลเซียส ให้เติมน้ำแข็งลงไปอีก
- หากอวัยวะที่ขาดสกปรกมาก เช่น มีทรายติดอยู่ให้ใช้น้ำเกลือทางการแพทย์ราดเพื่อล้างสิ่งสกปรกก่อนใส่ถุง
- ไม่ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลจนเกินไป เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุก่อนถึงโรงพยาบาลจนเกินไป เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุก่อนถึงโรงบาลเพราะถ้าแช่อวัยวะที่ขาดในที่ที่มีอุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส อย่างถูกต้องเคยมีรายงานว่านานถึง 27 ชั่วโมง แล้วยังสามารถผ่าตัดต่อได้สำเร็จ หากอวัยวะนั้นไม่ช้ำจนเกินไป แต่กรณีเป็นแขนขาดมีกล้ามเนื้อแดง ๆ ติดอยู่ด้วยควรผ่าตัดภายใน 6 – 8 ชั่วโมง

6) บาดแผลถูกยิง
บาดแผลจากกระสุนปืนลูกโดด แบ่งเป็น บาดแผลทางเข้าและบาดแผลทางออก
บาดแผลทางเข้ากระสุนปืนลูกปราย มีลักษณะต่างกันตามระยะยิงดังนี้
- ระยะประชิด เป็นรูเดียวขนาดใหญ่ ขนาดใกล้เคียงกับเส้นผ่าศูนย์กลางลำกล้องปืน (ในปืนลูกซองมาตรฐานอาจพบลักษณะเช่นนี้ได้ในระยะยิงไม่เกิน 1 เมตร) หากมีกระดูกรองใต้ผิวหนัง เช่นกระดูกแกนกลางอก กะโหลก แผลจะฉีกขาดหลายแฉกร่วมกับพบเขม่าดินปืนใต้บาดแผล หรือรอยไหม้จากเปลวไฟ ควันไฟ บริเวณรอบแผล
- ระยะใกล้ แผลจะเป็นรูเดียวขนาดใหญ่ใกล้เคียงเส้นผ่าศูนย์กลางลำกล้องปืนร่วมกับพบเขม่าดินปืนที่เผาไหม้ไม่สมบูรณ์ กระแทกผิวเป็นสัก (Tattooing) ได้
- ระยะยิงปานกลาง แผลจะมีรูใหญ่ตรงกลางร่วมกับมี รูเล็กๆ ที่เกิดขึ้นจากเม็ดลูกปรายที่เริ่มกระจายตัวรอบๆ ไม่พบรอยเขม่าควัน หรือรอยกระแทกของดินปืน อาจพบรอยกระแทกจากหมอนรองกระสุนบริเวณบาดแผล (ประมาณระยะยิง 1-3 หลา หากยิงจากปืนลูกซองมาตรฐาน
- ระยะไกลหรือค่อนข้างไกล พบลักษณะรูบาดแผลขนาดใกล้เคียงเม็ดลูกปรายหลายรูกระจายตัว และอาจพบรอยกระแทกจากหมอนรองกระสุนบริเวณบาดแผลได้ (ซึ่งเจอได้ในระยะยิงประมาณ 2-5 เมตร)
บาดแผลทางออกกระสุนปืนลูกปราย
มีได้หลายลักษณะขึ้นอยู่กับชนิดของปืนลูกปรายที่ใช้ยิง ระยะยิง และตำแหน่งที่ถูกยิง
- กรณียิงประชิดหรือค่อนข้างใกล้ หรือถูกบริเวณที่อ่อนเช่นลำคอ จะทำให้แผลฉีกขาดขอบรุ่งริ่งและมีขนาดใหญ่ แต่หากเป็นบริเวณที่ค่อนข้างหนาเช่นลำตัว ทรวงอก บาดแผลจะเป็นรูที่เกิดจากลูกปราย โดยจะมีเม็ดลูกปรายบางส่วนค้างอยู่ ถ้าระยะยิงค่อนข้างไกล
ก็จะมีเม็ดลูกปรายส่วนใหญ่ค้างอยู่ในร่างกาย
บาดแผลทางเข้ากระสุนปืนลูกโดด
- มีผิวหนังทะลุลักษณะเป็นวงกลมหรือ รี ส่วนใหญ่มีขนาดบาดแผลใกล้เคียงกับขนาดหัวกระสุน อาจแตกฉีกออกเป็นรูปดาวหลายแฉกได้ ถ้ายิงระยะประชิดและมีกระดูกรองใต้ผิวหนังนั้น เช่น กะโหลก - พบรอยถลอกรอบแผล จากกระสุนเสียดสีผิวหนัง (abrasion collar or marginal abrasion) - พบรอยน้ำมันรอบแผล (grease ring) มักพบกรณีกระสุนสัมผัสผิวหนังโดยตรงไม่ผ่านเสื้อผ้า หรือ ตัวกลางอื่นมาก่อน - พบเศษวัสดุชิ้นส่วนของเสื้อผ้า หรือตัวกลางอื่นที่กระสุนทะลุผ่าน - พบองค์ประกอบที่เกิดจากการยิงบริเวณบาดแผล ได้แก่ เปลวไฟ ควันไฟ เขม่าดินปืน ที่เผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ที่มากระแทกผิวหนังเกิดลักษณะคล้ายรอยสัก หรือรอยโรยพริกไทย ซึ่งสามารถกะระยะยิงโดยประมาณได้ โดยนำปืนกระบอกที่ยิงและกระสุนชนิดเดียวกันมาทดสอบเพื่อประเมินหาระยะยิง - กรณียิงทะลุกระดูกใต้ผิวหนัง จะทิ้งลักษณะพิเศษไว้ที่กระดูกเป็นรูรอยแตกคล้ายรูปครก (Beveling)บาดแผลทางออกกระสุนปืนลูกโดด - ส่วนใหญ่ลักษณะไม่แน่นอน อาจกลม รี แฉก หรือเป็นรูปเหลี่ยม ก็ได้ และมักมีขนาดใหญ่กว่าบาดแผลทางเข้า - อาจพบเศษอวัยวะ หรือเนื้อเยื่อต่างๆ จุกอยู่บริเวณบาดแผลบาดแผลทางเข้ากระสุนปืนลูกปราย มีลักษณะต่างกันตามระยะยิงดังนี้
- ระยะประชิด เป็นรูเดียวขนาดใหญ่ ขนาดใกล้เคียงกับเส้นผ่าศูนย์กลางลำกล้องปืน (ในปืนลูกซองมาตรฐานอาจพบลักษณะเช่นนี้ได้ในระยะยิงไม่เกิน 1 เมตร) หากมีกระดูกรองใต้ผิวหนัง เช่นกระดูกแกนกลางอก กะโหลก แผลจะฉีกขาดหลายแฉกร่วมกับพบเขม่าดินปืนใต้บาดแผล หรือรอยไหม้จากเปลวไฟ ควันไฟ บริเวณรอบแผล
- ระยะใกล้ แผลจะเป็นรูเดียวขนาดใหญ่ใกล้เคียงเส้นผ่าศูนย์กลางลำกล้องปืนร่วมกับพบเขม่าดินปืนที่เผาไหม้ไม่สมบูรณ์ กระแทกผิวเป็นสัก (Tattooing) ได้
- ระยะยิงปานกลาง แผลจะมีรูใหญ่ตรงกลางร่วมกับมี รูเล็กๆ ที่เกิดขึ้นจากเม็ดลูกปรายที่เริ่มกระจายตัวรอบๆ ไม่พบรอยเขม่าควัน หรือรอยกระแทกของดินปืน อาจพบรอยกระแทกจากหมอนรองกระสุนบริเวณบาดแผล (ประมาณระยะยิง 1-3 หลา หากยิงจากปืนลูกซองมาตรฐาน
- ระยะไกลหรือค่อนข้างไกล พบลักษณะรูบาดแผลขนาดใกล้เคียงเม็ดลูกปรายหลายรูกระจายตัว และอาจพบรอยกระแทกจากหมอนรองกระสุนบริเวณบาดแผลได้ (ซึ่งเจอได้ในระยะยิงประมาณ 2-5 เมตร)
บาดแผลทางออกกระสุนปืนลูกปราย
มีได้หลายลักษณะขึ้นอยู่กับชนิดของปืนลูกปรายที่ใช้ยิง ระยะยิง และตำแหน่งที่ถูกยิง
- กรณียิงประชิดหรือค่อนข้างใกล้ หรือถูกบริเวณที่อ่อนเช่นลำคอ จะทำให้แผลฉีกขาดขอบรุ่งริ่งและมีขนาดใหญ่ แต่หากเป็นบริเวณที่ค่อนข้างหนาเช่นลำตัว ทรวงอก บาดแผลจะเป็นรูที่เกิดจากลูกปราย โดยจะมีเม็ดลูกปรายบางส่วนค้างอยู่ ถ้าระยะยิงค่อนข้างไกล
ก็จะมีเม็ดลูกปรายส่วนใหญ่ค้างอยู่ในร่างกาย
บาดแผลจากกระสุนปืนลูกปราย แบ่งเป็นบาดแผลทางเข้าและบาดแผลทางออกเช่นกัน
***การนำอาวุธปืนและกระสุนที่ใช้ยิงในรายนั้นๆ มาลองยิงในระยะต่างๆ จะเป็นการประเมินที่ใกล้เคียงจริงที่สุด
วิธีการปฐมพยาบาล : ให้ทำการห้ามเลือดและรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยทันที เนื่องจากมีการเสียเลือดค่อนข้างมาก

7) บาดแผลถูกความร้อน / ไฟไหม้
วิธีการปฐมพยาบาล : ให้รีบถอดหรือตัดเสื้อผ้าบริเวณที่ถูกความร้อนออก และรีบถอดเครื่องประดับ เปิดน้ำเย็นให้ไหลผ่านบริเวณบาดแผล ให้ทายาสำหรับแผลไฟไหม้ แล้วปิดด้วยผ้าปิดแผลสะอาด ถ้าแผลกว้างและลึก หรือถูกอวัยวะสำคัญ ให้รีบนำส่งโรงพยาบาล
อ่านต่อ >>>> การห้ามเลือดและยาที่ใช้ล้างและใส่แผล
อ่านต่อ >>>> การห้ามเลือดและยาที่ใช้ล้างและใส่แผล


